คำแนะนำจากติวเตอร์แบงค์ (ติวเตอร์ประจำหมวดวิชา MKT)
          สำหรับกระบวนวิชา MKT2101(หลักการตลาด)นั้น ถือได้ว่าเป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญมากสำหรับนักศึกษาที่เรียนสาขาการตลาด โดยมีเนื้อหาขอบเขตที่ค่อนข้างกว้าง ประกอบด้วย 24 บทด้วยกัน ในขณะที่อาจารย์ที่สอนแต่ละภาคนั้นจะไม่ซ้ำกัน หมุนเวียนกันไป ทำให้น้อง ๆ พบว่าข้อสอบเก่า ๆ แต่ละภาคนั้น จะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้สอน
          เนื่องจากเนื้อหาของกระบวนวิชา MKT2101(หลักการตลาด) นั้น มีทั้งหลักแนวคิด ทฤษฎี เครื่องมือต่าง ๆ รวมทั้งการประยุกต์แนวคิดทางการตลาดให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน การที่จะเข้าใจเนื้อให้ครอบคลุมและลึกซึ้งนั้น น้อง ๆ จะต้องอ่านตำราเรียนพร้อมทั้งเข้าฟังคำบรรยายจากอาจารย์ผู้สอน เนื่องจากอาจจะมีแนวคิดหรือหลักการใหม่ ๆ ที่มีการเพิ่มเติมจากตำราเรียนที่ยังไม่ได้ปรับปรุงล่าสุด
          การที่จะทำข้อสอบให้ได้ระดับ A นั้น น้อง ๆ จะต้องตอบคำถามในข้อสอบโดยยึดหลักแนวคิดเชิงวิชาการทางการตลาดเป็นหลักและยึดตามแนวคิดจากอาจารย์ผู้บรรยาย บางครั้งในข้อสอบน้อง ๆ อาจพบว่าเหมือนจะมีคำตอบที่ถูกมากกว่า 1 ข้อ บางครั้งเราคิดว่าสิ่งที่เราตอบไปนั้นน่าจะถูก แต่จริง ๆ มันไม่ใช่ ด้วยเหตุนี้ น้อง ๆ จึงต้องมีความรู้ในเรื่องเทคนิคการวิเคราะห์ข้อสอบ รวมทั้งต้องมีความรู้ในหลักการในกระบวนวิชานี้เป็นอย่างดี เพื่อให้การตอบคำถามนั้นตรงตามหลักวิชาการและมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ซึ่งน้อง ๆ ทุกคนสามารถทำได้
          ขอให้ทุกคนสอบผ่านได้เกรด A นะครับ
-----------------------



คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว (ข้อสอบมีทั้งหมด 120 ข้อ)

1. การแบ่งส่วนตลาดเชิงประชากรมีจุดเด่นอะไร
(1) แสดงบุคลิกภาพของตลาด
(2) มองเห็นตลาดที่มีเงินมากกว่า
(3) เลือกสื่อโฆษณาได้ชัด
(4) ประเมินขนาดของตลาดได้ดี
(5) แยกคนที่ต้องการและไม่ต้องการออกจากกัน

2. ข้อใดคือตัวแปรเชิงจิตนิสัย
(1) ผลประโยชน์ สถานภาพการใช้สินค้า ชั้นสังคม
(2) การศึกษา เชื้อชาติ อาชีพ
(3) ชั้นสังคม วิถีการดำเนินชีวิต บุคลิกภาพ
(4) ปัจจัยการตลาด ศาสนา เพศ
(5) ขนาดครอบครัว ความภักดีตราสินค้า บุคลิกภาพ

3. ตัวแปรเชิงจิตนิสัยให้ข้อมูลนักการตลาดข้อใด
(1) ความเกี่ยวพันของสินค้ากับการใช้งานของลูกค้า
(2) จุดขายของสินค้า
(3) มุมมองด้านบวก-ลบ ของลูกค้าต่อกิจการ
(4) เวลาในการสื่อสารการตลาดที่เหมาะสม
(5) การดำเนินชีวิตของคนยุคปัจจุบัน

4. ข้อใดให้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมของการตลาด
(1) จำนวนลูกค้าปัจจุบัน
(2) อาชีพ 
(3) ฤดูกาล
(4) ผลประโยชน์
(5) พื้นที่ภูมิประเทศ

5. ข้อใดแบ่งตลาดยาสีฟันตามผลประโยชน์
(1) ป้องกันเหงือกอักเสบ
(2) ผู้ขาย
(3) ทันสมัย
(4) วิถีชีวิต
(5) ชอบสูบบุหรี่

6. กลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพใช้ประโยชน์อย่างไรจากการแบ่งส่วนตลาด
(1) ลดค่าใช้จ่ายการตลาด
(2) ตลาดคล้ายคลึงกันจึงลดเวลาการเข้าถึงได้มาก
(3) วางโปรแกรมการตลาดได้สอดคล้องกัน
(4) ระบุเป้าหมายชัดเจนดี
(5) ประเมินการแข่งขันได้ดี

7. เอดิสัน บราเธอร์ นำหน่ายรองเท้าสตรี แบ่งตลาด 4 กลุ่มเป้าหมายแยกจากกัน
(1) การตลาดเพื่อสังคม
(2) การตลาดเชิงรุก
(3) การตลาดแบบอีเว้นท์
(4) การตลาดแบบมุ่งเฉพาะ
(5) การตลาดแบบแยกแยะความแตกต่าง

8. การหว่านผลภายหน้า ทำให้การขายโดยบุคคลมีผลอะไร
(1) ควบคุมอาณาเขตขาย
(2) เพิ่มรายได้ขาย
(3) ลดค่าใช้จ่ายการตลาด
(4) มองหาตลาดใหม่อยู่เสมอ
(5) สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

9. ลูกค้ามุ่งหวังที่ไม่มีอำนาจซื้อด้วยตนเอง ได้แก่
(1) กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน
(2) ครอบครัว
(3) ผู้ปกครองเด็กนักเรียน
(4) คุณแม่
(5) คุณลูก

10. การเสนอขายแบบสำเร็จรูป มีจุดมุ่งหมายสำคัญแรกเริ่ม คืออะไร
(1) ต้องการขายให้ได้เท่านั้น
(2) เกิดการซื้อขายจริง
(3) ให้รู้ว่าผู้ขายจริงใจ
(4) ให้ผลประโยชน์แก่ผู้ซื้อจริง
(5) สร้างความคาดหวังแก่ลูกค้า

11. จุดด้อยของการเสนอขายแบบสำเร็จรูป คืออะไร
(1) ไม่เสียเวลา
(2) ต้องพบลูกค้าหลายครั้ง
(3) ไม่เปิดโอกาสให้สนทนาขายต่อเนื่อง
(4) เตรียมคำตอบไว้ให้ลูกค้าล่วงหน้า
(5) ขาดประสบการณ์ยังขายได้
ข้อ. 12. – 13. ให้ใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ในการตอบคำถาม
(1) ผู้ฟังที่ดีต้องใส่ใจทุกคำพูดของลูกค้า
(2) อาศัยจังหวะเหมาะสมและใช้ประสบการณ์
(3) ใช้เทคนิคที่ฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญ
(4) ให้ประโยชน์แลกเปลี่ยนให้ลูกค้า
(5) ปรับวางกิริยาอาการเพื่อแสดงออกให้เหมาะสมกับรสนิยมของลูกค้า

12. การเจรจาการขาย ต้องใช้ความสามารถของนักขายอย่างไร ตอบ 3
13. การปิดการขายจะสำเร็จได้ ต้องใช้ความสามารถของนักขายอย่างไร ตอบ 2

14. โควตาขายให้คุณประโยชน์ใดแก่นักขาย
(1) เปรียบเทียบความสามารถขาย
(2) กระตุ้นความพยายามขายมากขึ้น
(3) คำนวณค่าตอบแทนขาย
(4) ลดการแย่งชิงผลงานกันเอง
(5) เกิดการทำงานเป็นทีม

15. ข้อใดไม่ใช่หลักการจัดองค์การขาย
(1) กระจายอำนาจ
(2) เอกภาพ
(3) ฝึกฝนอบรม
(4) สายงานหลัก
(5) สายการบังคับบัญชา

16. ข้อใดเป็นเรื่องของการพัฒนาหน่วยงานขาย
(1) ความชำนาญเฉพาะทาง
(2) การกำหนดโควตาขาย
(3) การคัดเลือกคน
(4) การควบคุมการขาย
(5) การจูงใจขาย

17. โควตากิจกรรม (Activity Quota) ไม่นับรวมข้อใด
(1) การแจกสินค้าตัวอย่าง
(2) จำนวนคำสั่งซื้อที่เรียกชำระเงินได้
(3) การออกแบบงานแสดงสินค้า
(4) การออกเยี่ยมเยียนร้านค้าเพื่อรับรู้ปัญหาทางการขาย
(5) การสำรวจแบบสอบถามลูกค้า

18. ข้อใดนิยมใช้มากที่สุดในเรื่องเป้าประสงค์ของการสร้างขวัญนักขาย
(1) ต้องการเพิ่มยอดขาย
(2) ต้องการสาธิตสินค้า
(3) ต้องการประเมินผลงานขาย
(4) ต้องการขายสินค้าตัวใหม่
(5) ต้องการขายในฤดูที่ขายยาก

19. การหารายชื่อลูกค้ามุ่งหวังวิธีใดที่เหมาะสมกับสินค้าไม่มีตัวตน
(1) จัดแสดงสินค้า
(2) โซ่ไม่มีปลาย
(3) ศูนย์อิทธิพล
(4) การเหวี่ยงแห
(5) เพื่อนนักขาย

20. ข้อมูลส่วนบุคคลทางการขายไม่ระบุถึงข้อใด
(1) รายได้ - รายจ่าย 
(2) เครดิต
(3) ระดับการศึกษา
(4) ลักษณะการบริหารงาน
(5) ความชอบ - ไม่ชอบ

21. กระบวนการสื่อสารจะสำเร็จหรือไม่หรือจะถึงผู้รับด้วยความคลาดเคลื่อนจะเกิดจากสาเหตุใด
(1) ผู้ส่งข่าวสาร (Sender)
(2) ข่าวสาร (Message)
(3) ผู้รับข่าวสาร (Receiver)
(4) สิ่งรบกวน (Noise)
(5) ช่องทางการสื่อสาร (Channel)

22. จุดประสงค์ของการส่งเสริมการขาย คืออะไร
(1) ใช้ติดต่อสื่อสาร
(2) ใช้เป็นสิ่งจูงใจ
(3) ใช้เป็นสิ่งเชื้อเชิญ
(4) ข้อ 1 และ 2 ถูก
(5) ข้อ 1, 2, และ 3 ถูก

23. ส่วนประสมการส่งเสริมการตลาด (Promotion-Mix) ได้แก่ข้อใด
(1) การแจกของแถม ชิงโชค และแจกคูปอง
(2) การแสดงสินค้า หีบห่อ ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการขาย
(3) การส่งเสริมการขายไปยังผู้บริโภค พ่อค้าคนกลาง และพนักงานขาย
(4) การโฆษณา การใช้พนักงานขาย การส่งเสริมการขาย และการเผยแพร่ข่าวสาร
(5) การแสดงสินค้า ณ จุดขาย การส่งชิงโชค ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการขาย

24. ข้อดีของสื่อหนังสือพิมพ์ คือ ข้อใด
(1) ไม่มีข้อความโฆษณาของคู่แข่งขันให้เห็น
(2) เลือกใช้ได้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
(3) สามารถดึงดูดความรู้สึกและความสนใจได้สูง
(4) เผยแพร่ข้อความโฆษณาไปได้ในอาณาเขตที่กว้างขวาง
(5) มีความยึดหยุ่นด้านเวลา มีความสามารถเข้าถึงท้องถิ่นไกล ๆ ได้ ได้รับการยอมรับและเชื่อถือ

25. ข้อใดคือความหมายของการส่งเสริมการขาย
(1) กิจกรรมต่าง ๆ ทางการตลาดที่มิใช่การขายโดยบุคคล การเผยแพร่ข่าวสาร
(2) กระตุ้นให้เกิดความสนใจความต้องการสินค้าและบริการโดยอาศัยข่าวบทความ
(3) เครื่องชักจูง กระตุ้น เร่งเร้าให้เกิดการซื้อขายภายในช่วงระยะเวลาอันสั้น
(4) การเสนอขายหรือการแจ้งเรื่องราวความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าและสาธารณชนทราบ
(5) ติดต่อทั้งผู้ซื้อและ/ผู้ขาย แจ้งข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ชักจูง กระตุ้น เร่งเร้าให้ผู้ซื้อเกิดความสนใจ เจรจาต่อรองเพื่อให้เกิดการซื้อขาย
---------------------